วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สคริป การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

อำพรรณ ;: เป็นคน ปฐมพยาบาล 
มลธานี ;: เป็นคนได้รับบาดเจ็บ
นุชชานา ;; เป็นคนถ่ายทำ

สถานที่ ;; โรงเรียนปิยมิตร

ขั้นตอนการถ่ายทำ ;: การปฐมพยาบาล คนถูกแมลงกัดต่อย

สถานการณ์ ;: ให้มลธานีเป็นคนถูกผึ้งต่อยค่ะ
บทเริ่ม
ฉากที่ 1 มลธานีเดินไปเจอรังผึ้ง ซึ่งจะใช้โปรแกรมทำเอฟเฟคประกอบ
แล้วนึกสนุกจึงเอาไม้แหย่เล่น แล้วผึ้งก็บินออกมาเป็นฝูง(โดนใช้เอฟเฟคประกอบ)โดยหยุดผึ้งไว้และอธิบายส่วนประกอบของผึ้ง มลธานีจึงวิ่งแล้วโดนผึ้งต่อย อำพรรณพูดว่า "ขั้นตอนที่ 1 น่ะค่ะ ให้เรานำเหล็กในออก โดยใช้อุปกรณ์ที่เป็นรู ในสถานการณ์จะ สมมติ โดยใช้ หัวปากกา แล้ว คีบออก
ฉากที่ 2 อำพรรณเข้ามา พบมลธานี(ใช้โปรแกรมหยุดผึ้ง อธิบายเกี่ยวกับเหล็กในของผึ้ง ว่าถ้าโดนผึ้งต่อยแล้วจะเกิดอาการอย่างไร แล้วส่งผลต่อผู้ที่ถูกต่อย และต่อผึ้งอย่างไร ว่า "ผึ้งมีกลไกในการป้องกันตัวเอง แต่ก็ต้องจบชีวิตลงเพราะกลไกนั้น ช่างน่าเศร้า คำอธิบายง่ายๆในเรื่องนี้คือ เหล็กในมันมีเงี่ยงพิเศษ และเงี่ยงพิเศษนี้ติดอยู่ที่ถุงไส่พิษ
ทั้งเหล็กในและถุงใส่พิษนี้อยู่ในท้องของผึ้ง ดังนั้น เมื่อผึ้งต่อยเหล็กในจะฝังแน่นเพราะมีเงี่ยงพิเศษ เมื่อผึ้งบินจากไป
ทั้งเหล็กในและถุงพิษรวมทั้งอวัยวะต่างๆที่อยู่ในท้อง ก็จะถูกกระชากหลุดออกมาด้วย เมื่อท้องของผึ้งขาด อวัยวะสำคัญหลายอย่างไป มันก็ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ เหล็กในที่ฝังอยู่นั้น จะมีท่อเล็กๆอยู่ภายในไว้คอยฉีดพิษ รอบๆถุงพิษเป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถสูบฉีดพิษเข้าไปในร่างของผู้ถูกต่อยได้นาน ถึง20นาทีหลังจากที่มันหลุดออกมาแล้ว ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะโจมตีรังผึ้งซึ่งมีสมาชิกอยู่ถึง 50000 ตัว ต้องคิดให้หนัก")

ฉากที่ 3 อำพรรณเริ่มขั้นตอนปฐมพยาบาล
ฉากที่ 4
ขั้นตอนที่2 น่ะค่ะ ใช้ผ้าชุบน้ำยาที่มีฤทธิ์อ่อน เช่น แอมโมเนีย น้ำปูนใส่ ในที่นี่จะใช้ น้ำปูนใส่ น่ะค่ะ" หยุดภาพแล้วอธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของแอมโมเนีย และน้ำปูนใส เคลื่อนไหวภาพ แล้วพูดต่อว่า"แล้วทาให้ทั่วบริเวณที่ถูกผึ้งต่อย ค่ะ"  "ขั้นตอนที่ 3 อำพรรณจะนำน้ำแข็งมาประคบบริเวณที่ มลธานีถูกผึ้งต่อย" จากนั้น 
อำพรรณ ก็ถาม มลธานี ว่า " รู้สึกบรรเทาอาการขึ้นบ้างไหม "
มลธานีตอบว่า" รู้สึกหาปวดบ้างแล้ว" 
อำพรรณพูดว่า "ถ้าอาการไม่ทุเลาก็ให้ไปพบแพทย์ทันทีน่ะค่ะ"
มลธานี่พูดว่า "ค่ะ :))"

สุดท้ายนี้พวกเราก็ขอฝากข้อคิดไว้ว่า "..................ยังคิดไม่ออกค่ะ................................" (จะสอดแทรกในตอนถ่ายทำค่ะ )


...................................................... 

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

วิทยาศาสตร์ จุลชีววิทยา

 ความเป็นมา 
            ภาควิชาจุลชีววิทยาเริ่มดำเนินการรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีตั้งแต่ พ.ศ. 2525 โดยในช่วงแรกรับนักศึกษา 30 คน ในปี 2536-2538 รับปีละ 60 คน และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นไป รับนักศึกษาเป็นสาขาจุลชีววิทยาเพิ่มเป็นปีละ 100 คน เมื่อนักศึกษาขึ้นปีที่ 2 จะแบ่งนักศึกษาเป็นสาขาจุลชีววิทยา 70 คน สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร 30 คน ในระดับปริญญาโท 1 สาขา คือวิทยาสาสตรมหาบัณฑิต สาขาจุลชีววิทยาประยุกต์
            วิทยาศาสตร์บัณฑิตเป็นหลักสูตร 4 ปี นักศึกษาต้องศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์รวมทั้งวิศวกรรมพื้นฐานและวิชาเฉพาะสาขาจุลชีววิทยาหรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารรวมไม่น้อยกว่า 140 หน่วยกิต นอกจากนี้นักศึกษาต้องผ่านประสบการณ์การฝึกงานในหน่วยงานทางภาครัฐบาลหรือเอกชนเพื่อให้ทราบถึงวิธีการทำงานในสถานปฏิบัติงานจริง รวมทั้งสิ้น 6-8 สัปดาห์และในชั้นปีสุดท้ายนักศึกษาต้องค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ทำการวิจัยในหัวข้อทางจุลชีววิทยาหรือสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร รวบรวมผลการทดลอง วิเคราะห์ผลการทดลองและเขียนเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์เพื่อจบหลักสูตรการศึกษาสาขาจุลชีววิทยา เป็นสาขาวิชาที่เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะ ประเภทและชนิดของจุลินทรีย์ รวมทั้งความสำคัญของจุลินทรีย.์ รวมทั้งความสำคัญของจุลินทรีย์ต่อการเกษตร อาหาร การแพทย์และสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างวิชาเรียนเฉพาะสาขาจุลชีววิทยาได้แก่ จุลชีววิทยาอุตสาหกรรม จุลชีววิทยาทางอาหาร จุลชีววิทยาของสิ่งแวดล้อม และภูมิคุ้มกัน วิทยาสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เป็นสาขาที่เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของอาหาร ศึกษาองค์ประกอบ ในอาหารความปลอดภัยในอาหาร การประกันคุณภาพอาหาร คุณค่าอาหาร การแปรรูปอาหาร บรรจุภัณฑ์อาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้ยังมีวิชาเฉพาะได้แก่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเนื้อสัตว์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของธัญญพืช วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของขนมอบ เทคโนโลยีเครื่องดื่ม เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ประมง เทคโนโลยีของผักและผลไม้ และการใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรบัณฑิตศึกษาในสาขาจุลชีววิทยาประยุกต์ จัดขึ้นเพื่อให้นักศึกษามีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทางจุลชีววิทยา โดยสามารถทำงานวิจัยเพื่อแก้ ปัญหา ปรับปรุงกระบวนการและพัฒนาวิธีการใข้จุลินทรีย์ให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งค้นคว้าหาความรู้ใหม่ นอกจากนี้นักศึกษาสามารถได้รับความรู้ในสาขาที่เกี่ยวข้องทั้ง ชีวเคมีชั้นสูงและวิทยาศาสตร์การอาหารผู้สนใจเข้าศึกษาควรมีพื้นฐานทางจุลชีววิทยา วิทยาศาสตร์ทางการอาหารหรือชีววิทยาในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต(รวมวิทยานิพนธ์ 12 หน่วย) ระยะเวลาในการศึกษาไม่ต่ำกว่า 2 ปี
        งานวิจัย 
        งานวิจัยในภาควิชาแบ่งเป็นกลุ่มงานวิจัยความชำนาญและความสนใจของคณาจารย์ในภาควิชา ได้แก่ กลุ่มจุลชีววิทยาประยุกต์ กลุ่มชีวเคมีประยุกต์ กลุ่มจุลชีววิทยาทางอาหาร กลุ่มจุลชีววิทยาทางสิ่งแวดล้อม กลุ่มพันธุศาสตร์ของจุลินทรีย์และกลุ่มวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ การแปรรูปขนไก่เพื่อเป็นอาหารสัตว์ด้วยวิธีทางชีวภาพและการผลิตเอนไซม์ย่อยขนไก่ การผลิตสีผสมอาหารจากน้ำหนักผักกาดดองการกำจัดสีของกากน้ำตาลด้วยจุลินทรีย์ผลิตกรดน้ำส้มพันธุศาสตร์ของจุลินทรีย์ผลิตกรดแลคติกการพัฒนากระบวนการผลิตน้ำปลาและอาหารหมักพื้นเมืองของไทยทุนวิจัย
            คณาจารย์ในภาควิชาได้รับทุนวิจัยทั้งจากแหล่งทุนภายในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ทุนวิจัยผ่านทบวงมหาวิทยาลัย กองทุนสนับสนุนการ วิจัย(สกว.) กระทรวงสาธารณสุขและมูลนิธีวิทยาศาสตร์นานาชาติ(IFS) เป็นต้น
            ความร่วมมือทางวิชาการ ภาควิชาได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เช่น Kansas State University of Technology และ University of New South Wales หลังจบการศึกษาปัจจุบันผู้สำเร็จการศึกษาทำงานในหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมประเภทอาหาร เครื่องดื่มและยา รวมทั้งศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

อนาคตของฉัน

สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
การเรียนจุลชีววิทยาสามารถแบ่งได้เป็น 3 สายใหญ่ๆ  คือ จุลชีววิทยาทางการแพทย์ จุลชีววิทยาทางอาหาร และจุลชีววิทยาทางการเกษตร ซึ่งเวลาเรียนเราจะมีสายเอกและสายรอง สายเอกคือเราจะต้องลงวิชาบังคับเลือกให้ครบ ส่วนสายรองอาจเลือกเรียนบางตัวได้